เรามาดูกันค่ะว่าคุณแพททำอย่างไรถึงได้รับทุนนี้

ตอนแรกที่เลือกมาเรียนเมืองจีนผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะมา
แต่พอดีเห็นโฆษาณาของบริษัท ทูอีสต์ ในอินเตอร์เน็ตที่ว่าไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาจีนมาก่อนก็สามารถ
ไปเรียนต่อในประเทศจีนได้ ก็เลยสนใจติดต่อกับบริษัทว่าจะมาเรียนภาษาที่เมืองจีน
แต่ปรากฏว่าตอนที่โทรมานั้นประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งพี่ๆ ที่บริษัทบอกว่าไม่ทันเทอมนั้นแล้วต้องรอเดือนกันยายนแล้ว
ผมก็เลยตัดสินใจมาตอนปลายปีแทน ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะเลือกมาเมืองอะไรดี
ก็เลยถามคนรู้จักหลายๆ คนเค้าก็บอกว่า ถ้าจะมาก็น่าจะมาไม่ ปักกิ่งก็
เซียงไฮ้ สองเมืองนี้ เพราะเป็นเมืองใหญ่มีทุกอย่างแล้วก็ไม่ต่างอะไรมากกับกรุงเทพฯ
บ้านเรา
สุดท้ายผมก็เลยตัดสินใจมาเรียนที่ปักกิ่งเพราะว่าเห็นว่า ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวง
มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะ เช่น พระราชวังต้องห้าม (กู้กง), สถานที่บวงสรวงสรรค์ของฮ่องเต้สมัยก่อน
(เทียนถาน), พระราชวังฤดูร้อนของพระนางซูสีไทเฮา (อีเหอหยวน) บอกซะเยอะเลย
และในปี 2008 ก็จะมีการจัดมหกรรมกีฬาโอลิกปิกอีกด้วย ทำให้ถนน ระบบขนส่งมวลชน
แล้วก็ห้องน้ำมีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ ปักกิ่งตอนนี้ดูดีและเจริญมาก
เท่านั้นยังไม่พอปักกิ่งยังสามารถหาของกินและของใช้ได้ในราคาถูกกว่าบ้านเราอีกด้วย
เรียกได้ว่าอยากได้อะไรปักกิ่งมีหมด พูดถึงเรื่องเที่ยวเรื่องกินเยอะแล้วตอนนี้พูดถึงเรื่องมหาลัยบ้างแล้วกันคับ
ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยมากที่สุดในประเทศอีกด้วย ที่มีชื่อเป็นที่รู้จักก็คงจะเป็น
มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) แต่ว่ามหาลัยวิทยาลัยที่ผมเลือกคือ
Capital Normal University เนื่องจากมีหลักสูตรทางภาษาให้เลือกค่อนข้างจะมากกว่ามหาลัยอื่น
แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียง หอพักของนิสิตนักศึกษาต่างชาติก็ได้ชื่อว่าเพียบพร้อมและดีที่สุดในปักกิ่งอีกด้วย
และอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกปักกิ่งเพราะว่าคนทั่วๆ ไปที่ปักกิ่ง ก็พูดภาษาจีนกลางทำให้เรามีโอกาสได้ฝึกใช้ภาษาค่อนข้างมากกว่าเมืองทางตอนใต้ที่ใช้ภาษาท้องถิ่นของตนอีกภาษาหนึ่ง
พอผมและเพื่อนๆ มาถึงเมืองจีน พี่ที่ทูอีสต์ ดูแลดีมากจัดรถไปรับที่สนามบิน
จัดการเรื่องที่พัก เรื่องการเปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีน แล้วก็แนะนำสถานที่ต่างๆ
รวมถึงกฏระเบียบต่างๆ ของเมืองจีนให้เราทราบด้วย สุดท้ายมีแถมพาไปเที่ยวแล้วก็ซื้อของใช้ที่จำเป็นอีกด้วย
ซึ่งต่างกับบริษัทอื่นผมฟังจากเพื่อนที่มากับบริษัทอื่น บอกว่าพอมาส่งที่มหาลัยแล้วก็จบกันตัวใครตัวมัน
ด้านอาหารการกินไม่ต้องเป็นห่วง มีอาหารมากมายจากทั่วทุกมุมโลกให้เลือกทาน
ราคาก็ต่างๆกันไปแล้วแต่สถานที่ แล้วแต่คนชอบหล่ะครับ

การเลือกระดับชั้นเรียนนั้นเค้าจะให้สอบวัดระดับก่อน หลังจากนั้นก็จะให้ทดลองเรียนระดับนั้นๆ
ถ้าไม่ชอบก็สามารถเปลี่ยนระดับได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ การเรียนของที่นี้จะมี
2 แบบ คือ หลักสูตรปริญญา (Degree Program) และหลักสูตรภาษาจีน (Non-Degree
Program) พูดง่ายๆ ก็คือมาเรียนภาษาเฉยๆ ซึ่งแบบหลังจะได้รับความนิยมสูงมากสำหรับนักเรียนไทย,
อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อเมริกา แต่ที่เยอะที่สุดคงเป็นเกาหลี
เช่น ห้องหนึ่งมี 20 คน จะเป็นเกาหลีสัก 10-12 คน จนทำให้เวลาออกไปไหนคนทั่วไป
ก็จะบอกว่าเราเป็นคนเกาหลีกันหมด สำหรับหลักสูตรที่นี้ความเข้มข้นของเนื้อหาจะแตกต่างไปตามระดับ
เช่น ระดับเบื้องต้นอาจจะมีแค่ 3-4 วิชา ระดับกลางก็จะมีประมาณ 4-5
วิชา ระดับสูงอาจมีถึง 5-6 วิชา ซึ่งเนื้อหาก็คือฝึกทักษะการฟัง, พูด,
อ่าน, เขียน ถ้าระดับสูงก็อาจจะมีวิชาวิจารณ์หนังหรือปรัชญาจีน การเรียนที่นี้จะเรียนแค่ช่วงเช้า
8 โมงเช้าถึงเที่ยง บ่ายจะเป็นกิจกรรมอิสระให้เลือก เช่น วาดภาพสีน้ำ,
เขียนอักษรจีนโบราณ, มวยจีน, ตัดกระดาษจีน, ร้องเพลง ให้ได้เลือกทำหรือบ้างคนก็จะหาเพื่อนคนจีนมานั่งติวหนังสือ
หรือไม่ก็ออกไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ สำหรับผมเลือกที่จะทำกิจกรรมอิสระแค่เขียนอักษรจีน
หลังจากนั้นผมก็จะสอนภาษาอังกฤษและเพื่อนคนจีนแล้วเค้าก็สอนภาษาจีนให้
แต่ว่าบางคนก็รับจ้างสอนเป็นจริงเป็นจัง ชั่วโมงละประมาณ 10-20 หยวนตามแต่ตกลงกัน
การมีเพื่อนคนจีนสำหรับผมมีประโยชน์อย่างมากเพราะว่าเราได้ฝึกใช้ภาษาตลอดเวลา
และถ้ามีปัญหาอะไรเพื่อนก็สามารถช่วยเหลือได้ แต่การคบเพื่อนคนจีนต้องทำใจนิดหนึ่งเพราะวัฒนธรรมไม่ค่อยจะเหมือนกันกับเรา
ส่วนเพื่อนในห้องถ้าเป็นเกาหลีก็ออกจะเป็นแนวเฮฮากินดื่มประมาณนั้น
ถ้าเป็นญี่ปุ่นก็จะต้องใจเรียนมากกว่า เพื่อนสองประเทศนี้การพูดหรือออกเสียงจะมีปัญหามากกว่าเรา
แต่เขียนอักษรจีนเก่งมาก ส่วนประเทศทางยุโรปหรืออเมริกาก็ไม่ค่อยต่างๆ
กับเรามากนัก แต่บ้างครั้งก็อาจจะเจอฝรั่งพูดจีนเร็วเป็นจรวดก็มี (บางทีเราซึ่งเป็นเอเชียอายไปเลย)
แต่ไม่ต้องคิดมากเค้าเรียนมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองปี

สำหรับการเรียนที่นี้รัฐบาลจีนมีการส่งเสริมให้คนทั่วโลกเรียนภาษาจีนโดยการมีการแจกทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีหรือมีความประพฤติดี
เช่น มาเรียนทุกวันไม่ขาดหรือว่าสอบได้ที่หนึ่งของห้อง ทุนการศึกษาก็แตกต่างกันไปตามระดับเริ่มตั้นตั้งแต่
1,000 20,000 หยวนต่อเทอมการศึกษา ซึ่งเทอมที่แล้วผมก็ได้รับทุนการศึกษาด้วย
ซึ่งอาจจะมีคนสงสัยว่าเรียนอย่างไงให้ได้ทุน ผมก็อยากจะบอกเคล็ดไม่ลับว่า
ไปเรียนทุกวัน แล้วก็กล้าที่จะพูด อันนี้สำคัญมากเพราะนักเรียนที่มาใหม่จะกลัวไม่กล้าพูดแล้วก็ให้นักเรียนเก่าพูดแทนตลอด
ซึ่งทำให้ในที่สุดก็พูดไม่ได้ พูดผิดพูดถูกก็พูดไปเถอะครับเพราะว่าถ้าพูดผิดแล้วก็จะมีคนแก้ให้
แล้วก็ต้องออกไปข้างนอกบ้าง เช่น ไปเที่ยวเมืองอื่นๆ หรือว่าทานข้าวตามร้านอาหารก็ชวนพนักงานเสริฟคุยไม่ต้องกลัวเค้าชอบต่างชาติ
หรือจะเพื่อนคนจีนให้ช่วยติว (ฝูเต่า) ก็เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน
แล้วมาม่า, ไวไวไทยสามารถสร้างเพื่อนได้เหมือนกัน พวกฝรั่งชอบ (ของฟรี)
เริ่มแรกเลยผมพูดจีนได้ไม่เยอะ ได้แค่ทักทายแล้วก็แนะนำตัวนิดหน่อย
อ้อ!! แล้วที่ลืมไม่ได้ประโยคเด็ดของเด็กไทยที่พึ่งจะมาเมืองจีนครั้งแรก
หว่อ เย้า เจอร์ เก้อ (我要这个) ซึ่งหมายถึง ฉันเอาอันนี้ แล้วก็จิ่มนิ้วไปที่ภาพหรือของที่อยากได้
แค่นี้ก็อยู่รอดแล้ว
สุดท้ายผมบอกน้องๆ เพื่อนๆ ที่ตั้งใจจะมาเมืองจีนเพื่อเรียนต่อหรือมาเที่ยวก็ตาม
รับรองได้ว่าตัดสินใจถูกแล้ว และเมื่อมาแล้วจะต้องอยากกลับมาอีกอย่างแน่นอน
(ถ้าจะช็อปปิ้งให้นึกถึงเวลาขนกลับด้วยนะครับ เพราะน้ำหนักมักจะเกิน)
02-01-08 แพท (杨双福)
wongsapat_s@hotmail.com |